เผยกลยุทธ์ลงทุนครี่งปีหลัง 65 รับมือเศรษฐกิจโลกถดถอย เข้าสู่ "ตลาดหมี"
KBank Private Banking คาดการณ์เศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2565 ได้รับผลกระทบจากนโยบายการเงินตึงตัวสหรัฐฯ แต่ประเมินเศรษฐกิจมีโอกาสชะลอตัวแบบซอฟท์แลนดิ้ง หากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ แนะนักลงทุนเน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นคุณค่า หุ้นจีน พันธบัตรรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้ว
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีตลาดลงทุนกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯที่พุ่งสูง กดดัน เฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ต่อมาสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้น ทำให้กังวลการน้ำมันดิบขาดแคลน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซ้ำเติมด้วยปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จึงทำให้ปี 2561 เฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ที่ 0.25% ล่าสุดเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯพุ่ง ที่ 8.6% ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 40 ปี
“เฟดขึ้นดอกเบี้ยแรง” สัญญาณเตือนฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
รวมถึงราคาพลังงานกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากจีนผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้ตลาดคาดว่า เฟด จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และเข้าถือเงินสดมากขึ้น
ด้านนางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดการลงทุนในช่วงนี้ผันผวนกว่าปกติ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ต่าง ๆ อยู่ในทิศทางขาลงจากข่าวร้าย ทั้งอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯพุ่งสูง และยังไม่เข้าสู่แนวโน้มขาลง เนื่องจากราคาพลังงานและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้นโยบายการเงินมีทิศทางตึงตัวขึ้น โดยล่าสุด เฟด มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.5-1.75% และเฟดยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นอีกทั้งหมด 1.75% ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2565 จะอยู่ที่ 3.4% มากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ในการประชุมเดือนมีนาคมที่ 1.9%
ขณะเดียวกันจีนเริ่มกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งแบบระมัดระวัง หลังยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง แสดงให้เห็นว่ามาตรการการล็อคดาวน์ได้ผล อย่างไรก็ตามแนวโน้มผู้ติดเชื้อที่อื่น ๆ ในเอเชีย ทั้งฮ่องกงแ ละเกาหลีใต้ กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้จีนต้องกลับมาใช้มาตรการ Zero COVID จนถึงไตรมาส 3 และหากจีนกลับมาล็อคดาวน์จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอีกครั้ง
กรุงเทพฯ ครองอันดับ 15 เมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก
วอลเลย์สาวไทย ปลอดโควิดยกทีม พร้อมดวลญี่ปุ่น เย็นนี้
ขณะที่สงครามรัสเซีย – ยูเครนยังคงยืดเยื้อ ทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากการเผชิญปัญหาห่วงโซ่อุปทานเช่นกัน โดยความเป็นไปได้ต่อไปของสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหภาคทั่วโลก แบ่งเป็น 3 กรณี คือ
- สงครามยืดเยื้อ กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความน่าจะเป็น: สูง ส่งผลให้ GDP โลก ลดลง 1%
- สงครามทวีความรุนแรงและรวดเร็ว เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ความน่าจะเป็น: ต่ำ ส่งผลให้ GDP โลก ลดลง 2%
- ความขัดแย้งคลี่คลาย ความน่าจะเป็น: ต่ำกว่า ส่งผลให้ GDP โลก ลดลง 0.5
ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director, Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ช่วง2-3เดือนที่ผ่านมา ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องนี้เข้าใกล้เกณฑ์หดตัว ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจนำไปสู่ตลาดหมี หรือตลาดขาลง ในสภาวะเศรษฐกิจและตลาดเช่นนี้ แนะนำให้ปรับกลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนในประเภทสินทรัพย์สำหรับครึ่งปีหลัง 2565
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB